วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โฆษณา: จะกำกับได้ต้องนับหน่วยเวลาได้

โฆษณาเป็นรูปแบบการสื่อสารบนหน้าจอทีวีชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากโฆษณาเป็นสิ่งที่ผู้ชมโทรทัศน์ไม่มีเจตนาแสวงหา หรือไม่ได้ตั้งใจรับแต่อย่างใด เพราะตามปกติแล้วโฆษณาเป็นเพียงสิ่งที่ติดมาด้วยกับโปรแกรมหรือรายการที่ผู้รับเปิดชมเท่านั้น

ด้วยเหตุที่โฆษณาไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมทางบ้านประสงค์จะรับตั้งแต่แรก การที่ผู้ชมต้องรับชมหรือผู้ฟังต้องรับฟังจึงถูกมองเป็นอุปสรรคของการรับชมรายการ โฆษณากลายเป็นสิ่งที่ต้องทนหรืออาจต้องยอมรำคาญ  กลายเป็นการสื่อสารที่ กสท./กสทช. ต้องเข้ามาควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้ชมจากการถูกรบกวนจนเกินพอดี  แม้อาจมีประชาชนบางส่วนพอใจที่ได้ชมโฆษณา แต่ก็ใช่ผู้ว่าผู้ชมทั้งหมดจะพอใจไปด้วย กฎหมายจึงบัญญัติให้มีเพดานขั้นสูงบังคับไว้ ให้โฆษณาได้สูงสุดไม่เกินชั่วโมงละ 12 นาทีครึ่ง จะโฆษณามากเกินกว่านี้ไม่ได้ ดังจะยกกฎหมายมาดังนี้

มาตรา ๒๓ ในการประกอบกิจการทางธุรกิจ ให้ดำเนินการหารายได้โดยการโฆษณา การบริการธุรกิจ การจัดเก็บค่าสมาชิก หรือโดยวิธีอื่นใดได้

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งที่มีการโฆษณาและการบริการธุรกิจ ให้คณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะและระยะเวลาสูงสุดในการโฆษณาและการบริการธุรกิจ แต่ทั้งนี้จะกำหนดการโฆษณาและการบริการธุรกิจได้ไม่เกินชั่วโมงละสิบสองนาทีครึ่ง โดยเมื่อรวมเวลาโฆษณาตลอดทั้งวันเฉลี่ยแล้วต้องไม่เกินชั่วโมงละสิบนาที  (พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑)

video

นิยามโฆษณาของภาคกำกับกิจการ
ในการนำกฎหมายมาใช้กำกับการโฆษณา กสท./กสทช. ได้นิยามคำว่าโฆษณาไว้ในประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ไว้ว่า

โฆษณาหมายความว่าโฆษณาตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และการ กระทำใดๆ ให้ประชาชนได้เห็นหรือทราบสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในการแสวงหากำไรในทางธุรกิจ โดยให้หมายความรวมถึงการโฆษณาตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการกำกับดูแลการโฆษณาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด


นิยามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่อ้างถึงข้างต้น บัญญัติว่า “โฆษณาหมายความถึงกระทำการไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า  จะเห็นว่าความหมายของโฆษณาตามนี้ แม้เหมาะกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในการกำกับดูแลวิทยุโทรทัศน์แล้ว นิยามเช่นนี้กินความหมายที่กว้างและครอบคลุมกิจกรรมการสื่อสารทุกชนิดที่มุ่งเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และโดยไม่จำกัดว่าผู้ใดเป็นคนทำ แต่ในอีกด้านกลับไม่ครอบคลุมถึงการโฆษณาทางการเมืองหรือโฆษณาบริการสังคมที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานไม่แสวงหากำไรอื่นๆ เพราะไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า


กม.ไม่ห้ามโชว์ แต่นิยามจนวางสินค้าไม่ได้เป็นเหตุพิพาทได้
นิยามโฆษณาในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ก่อให้เกิดปัญหาในการกำกับดูแลเรื่องเวลาโฆษณาในแต่ละชั่วโมงของรายการโทรทัศน์จนบังคับใช้กฎหมายได้ยาก รายการที่แขวนภาพตราสินค้าในฉาก การใช้สินค้าประกอบฉาก การทำข่าวธุรกิจเช่นข่าวมอเตอร์โชว์ และแม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีตราหรือไม่มีตราแต่ทำให้ผู้ชมสนใจซื้อ ก็เข้าข่ายโฆษณาสินค้าตามนิยามได้ทั้งสิ้น 

กรณีบังคับใช้กฎหมายเรื่องเวลาที่ใช้ในการโฆษณา ที่กำหนดไว้ 10 หรือ 12 นาทีครึ่งนั้น เจตนาในทางสากลมุ่งใช้กับโฆษณาที่มีลักษณะเป็นสปอตโฆษณา (Spot หรือ Commercial) ที่เป็นการสื่อสารสั้นๆ เช่นโฆษณา 15 หรือ 30 วินาทีที่นับได้สะดวก เมื่อนำมาใช้กับนิยามของไทย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการนับเวลาขึ้น เพราะไปนิยามโฆษณาจนกินความกว้างเกินกำกับได้  หากเถรตรงสุดโต่ง รายการจำนวนมากก็จะออกอากาศไม่ได้ เนื่องจากสิ่งที่ปรากฏในจอล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในทางการค้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดกีฬา เช่นฟุตบอล รายการแนะนำสินค้าเช่นทีวีไดเร็ค การเสนอข่าวเช่นข่าวหุ้น สิ่งประกอบฉาก เสื้อผ้าผู้ประกาศ สินค้าประจำวันที่ตัวแสดงต้องใช้ ล้วนเข้าข่ายเป็นโฆษณาไปเสียทั้งสิ้น

ถ่ายทอดสดกีฬา มีชื่อตราสินค้าตลอดเวลา
ในส่วนของนิยามที่ กสทช. ประกาศเพิ่มเติมที่ว่า การกระทำใดๆ ให้ประชาชนได้เห็นหรือทราบสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในการแสวงหากำไรในทางธุรกิจ จะเห็นว่าในส่วนนี้ มีความเฉพาะเจาะจงกว่านิยามในกฎหมาย สคบ. เพราะชัดในเรื่องการมุ่งเน้นในเรื่องสรรพคุณ คุณประโยชน์หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ในเรื่องกำไร แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนกำกับดูแล ก็ใช่ว่าจะบังคับใช้ได้ง่าย เพราะการพูดคุยหรือนำสินค้าไปใช้ในรายการ ก็อาจเป็นการบอกคุณภาพ ที่เป็นโฆษณาตามนัยนี้ไปด้วย


นิยามของโฆษณาในภาควิชาชีพ
สำหรับนักวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพโฆษณาและผู้มีอาชีพต้องใช้งานโฆษณา นิยามของพวกเขาแตกต่างออกไปจากนิยามของภาครัฐอย่างมาก สำหรับนักโฆษณาและนักการตลาดแล้ว โฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่พวกเขาอาจเลือกใช้ได้ และมักเรียกรวมๆ ว่าการสื่อสารการตลาด และเมื่อมองตามแนวคิดนี้ โฆษณาเป็นเพียงแขนงหนึ่งของการสื่อสารการตลาดเท่านั้น ตัวอย่างคำนิยามที่ขอยกมาคือ 
Advertising is any paid form of non-personal presentation and promotion of ideas, goods, or services by an identified sponsor. Advertisers include not only business firms but also charitable, nonprofit, and government agencies.
(Kotler and Keller 2008)
สาระสำคัญของนิยามข้างต้น คือ โฆษณาต้องเป็นการสื่อสารเพื่อส่งเสริมหรือนำเสนอสินค้า บริการ หรือแนวคิด ต้องจ่ายเงิน(ซื้อเวลา เนื้อที่) เผยแพร่ผ่านสื่อ และมีผู้อุปถัมภ์ที่ระบุตัวตนได้ นอกจากนี้โฆษณาไม่จำกัดเฉพาะแค่ทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังกินความรวมถึงกิจการของรัฐ การกุศล และกิจการไม่แสวงกำไร

นอกจากการโฆษณาแล้ว เรื่องของการสื่อสารการตลาดยังรวมถึงกิจการที่เป็นการขาย การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย ที่เป็นเรื่องของการส่งเสริมทั้งสิ้น กิจการเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการใช้สื่อวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งการจะนิยามกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมดในที่นี้ไม่สามารถทำได้ในการเขียนบล็อกสั้นๆ  แต่พอจะยกตัวอย่างกิจกรรมให้อ่านพอเป็นสังเขปได้ เช่น การอุปถัมภ์รายการ (Sponsorship) การเอ่ยถึงสินค้าหรือคุณภาพในรายการ (Mention หรือ Talk in)  การวางสินค้า เช่นการนำมาประกอบฉาก (Product Placement)  การทำตราสัมผัส (Brand Contact) คือเอาชื่อหรือโลโก้หรือสิ่งที่ผู้พบเห็นประวัดคิดไปถึงสินค้าไปแสดง และการจัดกิจกรรม (Event) เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างมีได้มากมาย และอาจเกิดอย่างใหม่ขึ้นได้ตลอดเวลา จนไม่สามารถจะจาระไนเครื่องมือสื่อสารการตลาดเเหล่านี้ได้หมด 

ในการจะกำกับดูแลกิจกรรมการตลาดที่หลากหลายเหล่านี้ องค์กรกำกับดูแลต้องตระหนักว่ามิใช่กิจกรรมทุกอย่างจะต้องการการกำกับ และกิจกรรมที่ต้องการการกำกับก็ต้องกำกับด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่อาจแตกต่างกันก็ได้ ซึ่งต้องใคร่ครวญอย่างดีถึงความเหมาะสมและจำเป็น ตลอดถึงความยากง่ายคุ้มค่าในการกำกับด้วย

การนิยามเรียกกิจกรรมที่แตกต่างและหลากหลายนานาชนิด ว่าเป็นโฆษณาไปทั้งหมด และมุ่งจะทำการกำกับเป็นแบบเดียวกันโดยถือว่าทั้งหมดเป็นการโฆษณา  จะทำให้ กสทช.ไม่สามารถกำกับดูแลโฆษณาได้อย่างได้ผล รวมถึงจะระวังการกำกับโดยที่ไม่ไปกระทบถึงสิทธิของประชาชนผู้ประกอบกิจการ ก็จะทำได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิในการพูด การเขียน การโฆษณา หรือสิทธิในการประกอบกิจการและการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ 

เห็นว่าในเรื่องกำกับกิจการโฆษณานี้ กสทช. อาจต้องไปนิยามคำว่าโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในตลาด และนิยามให้สามารถนำมาใช้กำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอต่อการปกป้องคุ้มครองประชาชน 



video
  



พนา ทองมีอาคม
25-6-56




วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทีวีดิจิตอลแบบไหนดีกว่ากัน: พลาสม่า แอลซีดี หรือแอลอีดี ?

วันนี้ใครไปที่ร้านขายโทรทัศน์หรือห้างแบบ Power Buy, Home Pro จะเห็นมีโทรทัศน์วางขายอยู่เรียงรายหลายแบบ แม้บางแบบหน้าตาคล้ายกัน แต่ราคาและเทคโนโลยีก็มีชื่อต่างกัน ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยต้องงงกลับไป ถามพนักงานก็มักได้คำอธิบายที่ฟังไม่สมเหตุผล ไม่รู้ว่ารายละเอียดมันมากไปหรืออะไร รู้สึกเหมือนตัวเองมีสติปัญญาเบาๆ...พลาสม่า แอลซีดี แอลอีดี ?

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านโทรทัศน์และเครื่องเสียงระดับ Consumer electronic มีพัฒนาการไปมาก จนผู้ผลิตเองก็มักจะไม่ได้ให้รายละเอียดทางเทคโนโลยีหรือสเป๊กในการขาย แต่พยายามใช้อารมณ์ ความงาม และคุณสมบัติเชิงนามธรรมของสินค้าในการโน้มน้าวขาย ผลักภาระการอธิบายไปที่พนักงานขายที่ไม่มีพื้นฐานเพียงพอ

ในส่วนพนักงานขาย ประสบการณ์ตรงที่เคยเจอเอง บอกได้ว่าทุกที่มีพนักงานขายที่ไม่มีคุณภาพ มุ่งขายของโดยเน้นประโยชน์ของคนขายเอง คือเชียร์ขายอย่างเดียวเพื่อเอาค่าคอม ยิ่งยี่ห้อไหนมีอัดฉีดพิเศษ พนักงานก็จะพยายามยัดเยียดเชียร์ ถ้าเป็นพนักงานขายของบริษัทส่งมา ก็มักจะเชียร์ไปทางยี่ห้อของตัว เผลอๆก็ให้ข้อมูลลบกับยี่ห้อคู่แข่ง ...แต่ไม่ว่าพนักงานห้างหรือพนักงานบริษัท ต่างก็ไม่พยายามดูที่ความต้องการของผู้บริโภค ไม่ได้ช่วยในการตัดสินใจ ความรู้สึกของคนซื้อบางครั้งจึงรู้สึกเหมือนสินค้าเป็นเพียงอุปกรณ์เสริมในการตบทรัพย์

ทีวีที่ไม่ควรซื้อแล้ว
อย่างหนึ่งที่วันนี้เห็น คือโทรทัศน์อนาล็อคแบบ CRT หรือทีวีหลอดภาพแบบเดิมแทบไม่มีให้เห็นแล้ว และถึงมีก็ควรถือว่าเป็นสุดทางของเทคโนโลยีชนิดนั้นแล้ว หากไม่มีเหตุจำเป็นอะไรอื่นก็ไม่ควรซื้อมาใช้ ส่วนโทรทัศน์จอแบนที่เห็นอยู่ นั่นจะเป็นเทคโนโลยีอนาคตต่อไป

ดังเคยบอกแล้ว ว่าโทรทัศน์ดิจิตอลที่จะออกขายต่อไปอีกไม่นานนัก จะต้องมีเครื่องหมายบอกชัดเจนว่าเป็นเครื่องรับทีวีดิจิตอล หรือ Digital Ready และกสทช.ได้เตรียมโลโก้ไว้ให้แล้ว ส่วนที่ขายๆอยู่นั้น แทบทั้งหมดเป็นทีวีในระบบอนาล็อค แม้ในข้อเท็จจริง พื้นฐานเทคโนโลยีของจอภาพจะเป็นแบบดิจิตอล แต่ภาครับของเครื่องเป็นแบบอนาล็อค ต่อไปถ้ามีการแพร่ภาพทีวีเป็นดิจิตอล เครื่องรับพวกนี้ก็จะต้องพ่วงกล่องดำทั้งสิ้น ถ้าจะให้แนะนำ ก็อยากบอกว่าถ้าไม่จำเป็นก็รอไปก่อน อย่ารีบซื้อตอนนี้

ทีวีระดับความคมชัดสูงหรือ HDTV 

สำหรับโทรทัศน์ความคมชัดสูง บอกได้ว่าวันนี้เท่าที่เดินดู ก็เห็นแต่โทรทัศน์ความชมชัดสูงวางขายอยู่แทบทั้งสิ้น คาดว่าในอนาคต คงจะไม่มีใครทำโทรทัศน์ที่ไม่สามารถรับทีวีความคมชัดสูงได้ เนื่องจากนโยบายของ กสทช. ที่กำหนดให้มีโทรทัศน์ความคมชัดสูงถึง 7 ช่อง น่าจะกระตุ้นให้ผู้ชมหาเครื่องรับที่สามารถรับความคมชัดขนาดนั้นได้
ภาพจาก : http://bit.ly/13Pz9Zd
Plasma: โทรทัศน์จอแบนรุ่นแรกๆ เป็นโทรทัศน์ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าพลาสม่า (Plasma)  หลักการแสดงภาพของเทคโนโลยีนี้เทียบเคียงให้เข้าใจง่ายก็คือคล้ายกับหลอดไฟนีออน คือในแต่ละช่องพิกเซลจะมีก๊าซอยู่ข้างใน เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปก๊าซก็จะปล่อยแสงออกมา (จึงเรีนกว่า Plasma) ในแต่ละ Pixel ยังแบ่งออกเป็นสามช่องย่อยสำหรับแม่สีสามสีโดยใช้สารเคลือบที่ต่างกัน การแปรความเข้มของกระแสไฟจะกระตุ้นสีที่แตกต่าง ส่วนความเข้มของภาพที่แสดงในแต่ละเซล จะควบคุมโดยเวลาที่ใช้ให้แสง (กระพริบนับเป็น 1000 ครั้งต่อวินาที) เทคโนโลยีนี้เป็นที่นิยมมากเมื่อราวสัก 10 ปีก่อนเนื่องจากในยุคนั้นโทรทัศน์ในระบบ LCD ยังไม่สามารถทำให้มีขนาดใหญ่ได้ (ขนาดใหญ่คือประมาณ 25 นิ้วเท่านั้น) โทรทัศน์ชนิดนี้มีข้อเสียที่กำจัดแสงสะท้อนได้น้อย หน้าจอจึงสะท้อนแสงจากหน้าต่างหรือหลอดไฟได้ง่าย และแม้มีจอแบน แต่จะมีน้ำหนักมาก และจะหนากว่าทีวีจอแบนชนิดอื่น นอกจากนี้หน้าจออาจเกิดการ Burned in ได้ คือมีเงาภาพถาวรที่จอหากเปิดภาพนิ่งทิ้งไว้นานๆ ทีวีพลาสม่าจะกินไฟมากกว่า LCD และ LED แต่ก็มีข้อดีที่ราคาย่อมเยากว่า  อนาคตของทีวีที่ใช้เทคโนโลยีนี้ มองว่าคงไปอีกไม่นาน เพราะเทคโนโลยีใหม่กว่าดูจะให้คุณภาพการรับชมและมีคุณสมบัติอื่นที่ดีกว่า  
ภาพจาก: http://bit.ly/13RTixD
LCD: LCD (Liquid Crystal Display) เทคโนโลยีชนิดนี้ใช้ผลึกของเหลวทึบแสงที่ถูกประกบอยู่ระหว่างแผ่นฟิล์ม ทำหน้าที่คล้ายม่านเปิดปิดให้แสงสว่างที่ฉายจากฉากหลังผ่านออกหน้าจอ เมื่อบังคับด้วยกระแสไฟฟ้า ผลึกจะมีคุณสมบัติในการเรียงตัวที่ทำให้สามารถเป็นตัวปรับแสงเพื่อแสดงภาพได้  และเพื่อให้จอภาพแสดงสีได้  ในแต่ละ Pixel ของจอจะซอยแบ่งแยกย่อยออกเป็นช่องขนาดเล็กๆ สามช่องสำหรับแม่สีแต่ละสี ช่องเหล่านั้นแต่ละช่องมีขนาดเล็กมากจนแสงที่ผ่านออกมาจากแต่ละ Pixel เมื่อมองด้วยตาเปล่า จะเห็นสีเบลอผสมกันเป็นสีธรรมชาติ การควบคุมภาพทำโดยควบคุมปริมาณแสงที่ยอมให้ผ่านออกมาในแต่ละ Pixel สามารถให้ภาพละเอียดสูงระดับ HD ได้ (1920 x 1080 Pixels) LCD เป็นเทคโนโลยีโทรทัศน์ที่เป็นที่นิยม เมื่อครั้งออกตลาดใหม่ๆ LCD มีปัญหาเรื่องขนาดของหน้าจอที่ไม่สามารถมีขนาดใหญ่มากๆ ได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาและได้ข้ามพ้นข้อจำกัดนี้ไปแล้ว จุดอ่อนของโทรทัศน์แอลซีดีคือสีดำไม่ดำสนิทเนื่องจากมีสีข้างหลังที่บังไม่ได้สมบูรณ์ สีไม่ตัดกันเข้ม และสูญเสียความคมชัดเมื่อรายการมีภาพเคลื่อนที่เร็ว เช่นฉากแอคชั่น ปัจจุบันมีการพัฒนาให้ดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังเป็นรองเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่นโอแอลอีดีที่ให้ภาพ Contrast ดีกว่าและไม่มีปัญหาเรื่องภาพเบลอเมื่อชมรายการกีฬาหรือแอคชั่น เทคโนโลยีแอลซีดีเมื่อเกิดใหม่ๆ กินไฟมาก แต่ปัจจุบันได้พัฒนาให้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังกินไฟมากกว่าจอในระบบ OLED อย่างไรก็ตามปัจจุบันจอภาพชนิดนี้เป็นจอภาพที่ขายดีที่สุด และยังมีการพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา

LED: LED TV เป็นเทคโนโลยีน้องใหม่ในสามเทคโนโลยีที่คุยถึงในวันนี้ แต่ก่อนจะคุยในรายละเอียด ต้องบอกก่อนว่าเรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ซับซ้อน และยังมีพัฒนาการต่อเนื่องอยู่ อย่างน้อยวันนี้เราจะพูดถึงทีวีชนิด LED (light emitting diodes) และ OLED (organic light emitting diode)
โทรทัศน์ที่เรียกว่า LED นั้น แท้จริงแล้วก็คือโทรทัศน์แบบ LCD นั้นเอง แต่ระบบ LCD ปกติ ระบบการให้แสงจากด้านหลังเป็นไฟนีออน (Fluorescence)ที่ให้แสงสว่างทั่วทั้งฉากหลัง โดยมีผลึกเหลวที่บังแสงอยู่ด้านหน้า แต่ในระบบของ LED ไฟที่ให้แสงด้านหลังจะเป็น LED ซึ่งเปรียบคล้ายหลอดไฟเล็กๆ กระจายตัวให้แสงอยู่ด้านหลัง และสามารถควบคุมให้เร่งหรือหรี่แสงได้ ภาพที่ออกมาจึงสดใสกว่า LCD เดิม สีดำๆ จริง และสีสว่างก็สว่างกว่า โทรทัศน์ระบบนี้สามารถทำให้จอบางกว่า LCD ปกติ

ภาพจาก:  http://bit.ly/1aroEyO

อีกเทคโนโลยีของโทรทัศน์ LED คือ OLED หลักการของเทคโนโลยีนี้ก็คือใช้แผ่นฟิล์มออร์แกนิคที่ประกบอยู่ระหว่างวัสดุตัวนำที่เป็นขั้วบวกและลบ  โมเลกุลของแผ่นฟิล์มออแกนิคนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวนำที่แปรค่าเปล่งแสงได้ ดังนั้นจึงมีธรรมชาติที่คล้ายเซมิคอนดัคเตอร์หรือสารกึ่งตัวนำ ที่สามารถทำหน้าที่เหมือนสวิชได้ เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ทำงานโดยไม่ต้องใช้แสงเป็นฉากหลัง ดังนั้นสีดำจึงดูดำกว่า และเนื่องจากมีแสงในตัวเอง Pixel ของ OLED จึงให้ภาพที่สว่างกว่า และคอนทราสดีกว่า โทรทัศน์แบบแอลซีดี  OLED ยังมีมุมรับชมที่กว้างกว่า ทำให้นั่งดูทีวีจากมุมเฉียงได้ดีกว่า และไม่มีแสงสะท้อนหน้าจอ ในแง่พลังงาน OLED ทำงานได้มีประสิทธิภาพจึงกินไฟน้อย ในด้ายกายภาพ ก็สามารถมีขนาดที่บางกว่าและเบากว่าทีวีแบบอื่น แต่โทรทัศน์ OLED ก็มีปัญหาของตัวมันเองเหมือนกัน เนื่องจากใช้แผ่นฟิล์มที่ทำจากวัสดุที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต (Organic) จึงทำให้มีอายุใช้งานที่จำกัด ความสดใสและสว่างของจอจะลดลงไปตามอายุการใช้งาน ซึ่งประมาณกันว่าจะมีอายุใช้งานได้ประมาณ 5-7 ปี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นการคุยกันในที่นี้จึงต้องตระหนักว่ากำลังคุยถึงเทคโนโลยีที่ยังไม่นิ่ง แต่หากพยายามมองไปในอนาคต เทคโนโลยี OLED มีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในระยะยาว แต่ทั้งนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไป


พนา ทองมีอาคม
19-6-56




หมายเหตุ:  ผู้สนใจเทคโนโลยีสามารถอ่านจาก http://men.kapook.com/view54324.html ที่มีการอธิบายรายละเอียดไว้อย่างดีมาก สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ซื้อทีวีดิจิตอล เลือกคมชัดที่จอ


โทรทัศน์ดิจิตอลประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิกมากมาย ประกอบกันเป็นระบบย่อยภายในหลายระบบที่ทำหน้าที่ต่างๆ อยู่ภายในเครื่องรับ 

วันนี้เพื่อจุดประสงค์ในการทำความเข้าใจส่วนสำคัญการแสดงภาพของทีวี จะขอเน้นไปที่เรื่องจอ เพราะจอคือที่แสดงผลครั้งสุดท้ายและเป็นที่ๆ ผู้ชมทีวีมองเห็นภาพและเรื่องราวที่เป็นแรงจูงใจหลักในการชมทีวี

ก่อนพูดถึงเรื่องจอทีวี ต้องท้าวความไปถึงเรื่องภาพยนตร์ก่อน หลักการของเทคโนโลยีภาพยนตร์ ก็คือหลักการของการถ่ายภาพนิ่ง แต่เป็นการถ่ายภาพนิ่งที่เป็นลำดับต่อเนื่องกันไปอย่างรวดเร็ว แล้วเวลาชมก็นำภาพเหล่านั้นกลับมาฉายซ้ำใหม่เป็นลำดับด้วยความเร็วเป็นภาพต่อวินาที (Frame Per Second – FPS) ซึ่งที่ความเร็ว 14 ภาพต่อวินาทีขึ้นไป สมองคนเราจะเริ่มถูกลวงให้ประกอบภาพเดี่ยวเหล่านั้นเป็นภาพเคลื่อนไหว แต่ภาพก็ยังรู้สึกกระตุกหรือเต้น ต่อมาภาพยนตร์จึงใช้ 24 FPS เป็นมาตรฐาน ทำให้รื่นตาไม่กระตุก

ในโทรทัศน์ หลักการของภาพนิ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวก็ใช้หลักการเดียวกัน แต่แตกต่างจากฟิล์มที่เป็นระบบอนาล็อก โทรทัศน์ได้แปรภาพนิ่งออกมาเป็นจุดและเรียงจุดที่แปลงออกมาแล้วเป็นเส้น สำหรับโทรทัศน์บ้านเรา ใช้ระบบ PAL ซึ่งมีจำนวนเส้น 625 (ใช้จริง 576 หรือ 540 เส้น- ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคและเพื่อสำรองใช้ทางเทคนิค) มีอัตรการส่งภาพหรือ Refresh Rate ที่ 50 ภาพต่อวินาที เทียบกับภาพยนตร์คือเท่ากับ 50 FPS

ที่มา: ภาพ Wikipedia ชมภาพจริงที่ http://bit.ly/13OVYee
ในโทรทัศน์ระบบดิจิตอล หลักการของเส้นในโทรทัศน์ยังคงเดิม เช่นมี 576 เส้นเป็นมาตรฐาน แต่มีการกำหนดเพิ่มให้แต่ละเส้นมีหน่วยภาพหรือจุดแสดงภาพ (Pixel) คงที่ หรือที่เรียกว่า Native Pixel ที่แสดงตัวเลขบอกขนาดกว้างและสูงของภาพ เช่น 720 x 576i หรือ 1920 x 1080i เป็นต้น นี่ต่างจากระบบอนาล็อกเดิม ที่กำหนดแค่เส้นเท่านั้น ดังนั้น ในระดับแนวคิด บางท่านจึงถือว่าจอทีวีดิจิตอล แบ่งออกได้เป็น 576 (540) เส้นแนวนอน และ 720 เส้นในแนวตั้ง และจุดที่ตัดกันก็คือ Pixel จุดสี่เหลี่ยมของหน่วยภาพ

เทคนิคการส่งภาพทีวีปัจจุบัน คือการส่งด้วยวิธีการแสกน ในหนึ่งวินาที โทรทัศน์จะส่งภาพด้วยความเร็วสูงมากทีละหน่วยภาพ จากซ้ายไปขวาทีละจุดจนครบเส้นและไล่เรียงเส้นจากบนลงล่างจนได้หนึ่งภาพหรือเฟรม เมื่อครบแล้วก็จะกลับขึ้นไปแสกนใหม่ โดยในหนึ่งวินาทีจะส่งภาพในทำนองนี้ได้ 50 ภาพ

ใครที่สังเกต จะเห็นว่าในตัวอย่างข้างต้น มีตัวหนังสือเล็กๆ อยู่หลังเลขจำนวนเส้น เช่น 576i อาจสงสัยว่า i นั่นมาจากไหน คำตอบคือ i นั้นมาจากคำว่า Interlaced นี่เป็นเทคนิคการส่งภาพออกอากาศชนิดหนึ่ง คือส่งภาพเดียวกันทีละครึ่ง เช่นภาพมี 576 เส้นก็จะแบ่งเป็นชุดเส้นคี่และชุดเส้นคู่ ชุดละ 288 เส้น แล้วส่งสลับกันชุดละ 25 ครั้งต่อวินาที  การส่งสลับภาพด้วยความเร็วขนาดนี้ สายตาคนจะมองไม่เห็น ภาพจึงดูเนียนรื่นสายตาโดยไม่รู้สึก แต่เทคนิคนี้สามารถประหยัดคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งภาพโทรทัศน์ได้มาก

ยังมีตัวอักษรที่ใช้กันอีกตัว คือตัว p เช่น 576p นั่นหมายความว่าการส่งภาพจะไม่เป็น interlaced แต่จะเป็น progressive scan ส่งภาพชุดละ 576 เส้น วินาทีละ 50 ภาพ ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพจะดีกว่า แต่ถึงแม้เครื่องรับจะรับด้วยระบบ progressive scan แต่ก็ต้องขึ้นกับระบบส่งภาพด้วย ถ้าระบบส่งๆ ด้วยระบบ interlaced แม้เครื่องรับจะเป็นระบบ progressive scan คุณภาพที่ได้รับชมก็จะเท่ากับเครื่องรับในระบบ interlaced 

ในการเลือกซื้อโทรทัศน์ดิจิตอล ผู้ซื้อต้องรู้ว่ายิ่งจอโทรทัศน์มีขนาดใหญ่เท่าไหร่ สัดส่วนขนาดของพิกเซลก็จะใหญ่ขึ้นเท่านั้น นั่นคือทีวีจอใหญ่จะมีภาพที่หยาบกว่า หากไม่ใช้เทคนิคเข้ามาช่วย 

ดังนั้นเวลาเลือกซื้อจึงควรดูความสามารถของจอประกอบด้วย ว่าแสดงผลได้ละเอียดเท่าใด และต้องรู้ด้วยว่าภาพหน้าจอ จะดีหรือไม่เพียงไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพการส่งด้วย ถ้าคุณภาพที่ส่งออกมาดีการมีเครื่องรับที่ดีสมกันก็จะช่วยให้ภาพมีความคนชัด



พนา ทองมีอาคม
10-6-2556




วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ไทยแลนด์ก็อตทาเลนท์กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


กรณี สิทธัตถะ เอมเมอรัล กับรายการไทยแลนด์ก็อตทาเล้นต์ กลายเป็นดราม่าทางสื่ออีกเรื่อง เมื่อเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังสื่อจะยื่นต่อกสท.ให้เอาเรื่อง และอย่างน้อย เรื่องนี้คงจะเป็นกรณีเปิดประเด็นให้สังคมไทยและสังคมคนสื่อ ตระหนักถึงความควรไม่ควรในการทำมาหากิน


ว่าไปแล้ว กรณีนี้เป็นกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาแล้วพักหนึ่ง เพราะมีผู้เห็นว่าน้องเอเมอรัลมีท่าทีไม่ใช่เด็กปกติ และการแสดงออกของกรรมการบนเวทีดูแล้วไม่สมควร และมีผู้นำไปโพสต์ลงใน โซเชียล มีเดีย และนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย 

ที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งคือ กรณีนี้มีผู้ตำหนิผู้จัดรายการและตัวตนคนแสดงบนเวทีเป็นจำนวนมาก มิฉะนั้น เรื่องคงไม่อื้ออึงยาวนานจนทางผู้จัดต้องออกมาอธิบาย และที่สุดก็มีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGO ด้านครอบครัวและสื่อ ออกมาเอาเรื่องโดยการยื่นเรื่องต่อ กสท/กสทช. ให้ดำเนินการ



ตามข่าวที่ออกมาทางหน้าสื่อ ทางเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อได้กล่าวหาว่าทางผู้จัดนำเสนอรายการที่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ซึ่งในขอบเขตอำนาจการกำกับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการยื่นเรื่องให้ กสท./กสทช. แล้ว องค์กรกำกับสื่อจะทำอะไรได้ .. แต่ถ้านี่เป็นการยื่นเชิงสัญลักษณ์ก็คงไม่เป็นไร เพราะสื่อต่างๆ ก็คงจะประโคมข่าว และคงมีความเห็นออกมาจาก กสท./กสทช. ให้ได้เห็นว่ามีการร้องเรียนและมีการดำเนินการ  แต่ถ้าผู้ยื่นตั้งใจจะเอาเรื่องจริงๆ คงไม่เกิดผลต่อผู้จัดในแง่การลงโทษโดย กสท. เพราะแม้ที่ปรากฏจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนอย่างหนึ่ง และมาตรา๔ รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้บัญญัติรับรอง แต่ก็ไม่มีการตรากฎหมายหรือออกประกาศรองรับอะไรไว้ เอาเข้าจริง ก็ไม่รู้ว่าทางรายการไทยแลนด์ก็อตทาเล้นท์ทำผิดกฎหมายอะไรและในเรื่องอะไร


สำหรับที่นี่ แม้มองว่ารายการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้รักการแสดงออกได้มีเวที และประชาชนได้ชื่นชม แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมกับรายการตอนนี้เลย เห็นอยู่ว่านี่เป็นรายการบันเทิงที่แก่นแท้รายการคือความสามารถหรือทาเล้นท์ของผู้สมัคร แต่เท่าที่เห็น บอกได้ว่าไม่เห็นบันเทิงที่ตรงไหน หรือเห็นมีทาเลนท์อะไร และแม้ว่ามีบางคนอาจรู้สึกบันเทิง ได้ แต่การสร้างความบันเทิงบนความไม่สมประกอบของเพื่อนมนุษย์ กลับชวนให้รู้สึกถึงความโหดร้ายของผู้ดำเนินรายการที่กระทำต่อผู้สมัครที่ดูพร่องในทางสังคม และทั้งไม่เจนเวทีแสดง ไม่ใช่เวทีที่ผู้เข้าประกวดเป็นเจ้าของในทางความรู้สึก

จับความข่าวกระแสในโซเชียลมีเดีย ได้ความว่าผู้เข้าประกวดผู้นี้ไม่ปกติ เมื่อประกอบกับการแสดงออกของกรรมการต่อเด็ก เห็นชัดว่าไม่ได้บ่งถึงความเมตตากรุณา หรือความปรารถนาดีแต่อย่างไร ภาพตัวแทนจากรายการบนเวทีที่พร้อมกว่า เจนเวทีกว่า และเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ต้องบอกว่าอย่างน้อยก็ขาดเมตตา มากกว่านั้นก็คือเหี้ยมโหดในทางการแสดง

ก็อย่างที่ท่านผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้

"อยากฝากไปยังทุกภาคส่วน ชุมชน สังคม โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นส่วนสำคัญในสังคมที่จะหล่อหลอมสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับบุคคล รวมถึงสังคม ต้องเคารพให้เกียรติมนุษย์ทุกคนเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าเขาจะเก่งหรือไม่เก่ง หล่อไม่หล่อ สวยไม่สวย ดีหรือไม่ดี แล้วเสนอมุมมองในทางบวก ว่าทุกคนสามารถที่จะดีขึ้นได้ เก่งขึ้นได้ หมอคิดว่าจะเป็นจุดที่จะทำให้สังคมของเรามีมุมมองทางบวกได้" (พญ.สุวรรณี เรืองเดช ผอ.รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ กรมสุขภาพจิต)


การแก้ข่าวภายหลัง ว่ากรรมการต้องการสอนเรื่องมารยาทและสัมมาคารวะ น่าจะเป็นการแก้ตัวมากกว่า เพราะเจตนาเช่นว่าน่าจะมีวิธีแสดงออกที่ดีกว่านี้ได้ รายการเช่นนี้ เท่าที่รู้มีการคัดตัวและมีการตัดต่อเทปก่อนออกอากาศ ไม่ใช่ว่าใครสนใจก็วอล์คอินแล้วออกสดได้เลย มันฟ้องว่ารายการจงใจให้ออกมาเช่นที่เห็น...ช่างใจร้ายใจดำ


ถ้านี่เป็นการเอาคนไม่ปกติมาหยอกประจานทางทีวี หรือเล่นสนุกผ่านทางสื่อกับคนไม่สมประกอบทางจิต...จะถือว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ และน่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สะท้อนไปถึงคุณภาพของสื่อในวงกว้าง ว่ามาตรฐานของสื่อไทยยังห่างไกลจากอุดมคติมหาศาล

ถ้าถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ที่นี่คงวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีกฎหมายหรือประกาศรองรับการใช้อำนาจของ กสทช. และกฎหมายทีมีอยู่ก็ไม่ลงโทษใครเรื่องความควรหรือไม่ควรทางศีลธรรมจริยธรรม ... แต่ถ้าถามว่ารายการนี้เป็นไง ? ที่นี่คงต้องบอกว่ารสนิยมเสื่อมหรือ Bad Taste รวมถึงขาดความรับผิดชอบต่อสังคม

ถ้าถามว่า กสท./กสทช. จะทำอะไรได้ไหม? ... ที่นี่มองว่าคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าพูดคุย ตักเตือน  หรืออาจคาดโทษหากมีช่องลงโทษได้ เพราะ Bad Taste อย่างดีก็ตกอยู่ในข่ายของจรรยาบรรณ ... ซึ่งนั่นเป็นเรื่องขององค์กรวิชาชีพจะต้องควบคุมกันเอง 

ส่วนความรับผิดชอบ ก็คงต้องถามนายสถานี ว่าปล่อยให้รายการที่ละเมิดศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ เอาคนพิการหรือบกพร่องทางจิตมาโขกสับเพื่อความบันเทิงบนหน้าจอ พวกท่านกำลังแสดงตัวอย่างอะไรให้สังคมและเยาวชนรับชมกัน



พนา ทองมีอาคม
8-6-2556








ภาพจาก: http://www.pchanneltv.com/news-id2295.html

ใครสนใจสึกษากรณีนี้ TGT http://bit.ly/18QTPEw 




วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ร่วงหรือรุ่ง อนาคตวิทยุโทรทัศน์บริการสาธารณะไทย


มีแนวโน้มหลายอย่างที่ส่อให้เห็นในวันนี้ ว่ากิจการบริการสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ หรือ Public Service Broadcasting- PSB อาจถึงวาระเสื่อมคลายจนถึงล่มสลาย สาเหตุหลักๆ มาจากสภาพแวดล้อม เทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้รับสื่อที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงอนาคต ใคร่กล่าวถึงความเป็นมาของกิจการวิทยุ โทรทัศน์เพื่อทำความเข้าใจกันเป็นพื้นก่อน

ทำไม่รัฐจึงครอบงำ
ในอดีต กิจการวิทยุโทรทัศน์ต้องถือว่าเป็นกิจการไฮเทคที่ต้องใช้เงินทุนและความรู้สูงมากในยุคนั้น จึงจะประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ได้ จะเห็นว่ากิจการวิทยุและโทรทัศน์ในยุคเริ่มต้นแทบทุกประเทศเกิดขึ้นและดำเนินการไปโดยรัฐ ไม่ว่าจะในรูปของรัฐเป็นเจ้าของโดยตรงหรือเป็นวิสาหกิจของรัฐ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 

ที่อังกฤษช่วงต้นทศวรรษ 1920 กิจการวิทยุที่เริ่มจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องรับวิทยุที่ตั้งกิจการขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการขายเครื่องรับ พอปี 1927 ก็ปรับเป็น BBC ให้เป็นกิจการของรัฐที่จัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนสาธารณะ และกลายเป็นเป็นต้นแบบของประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศเกษตรกรรมหรือด้อยพัฒนาทั่วโลก

ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ประเทศไทย พลเมืองของประเทศมีแค่ประมาณ 10 ล้านคน เศรษฐกิจหลักของประเทศขึ้นอยู่กับข้าวและเหมืองกับค้าของป่า ยุคที่ป่าดงพญาเย็นป่าเขาใหญ่ยังทอดคลุมมาจรดเมืองสระบุรีและรังสิต และอุตสาหกรรมในประเทศคือโรงสีและเหมืองแร่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วจะเข้าใจว่าทำไมวิทยุต้องเริ่มจากในวัง กรมไปรษณีย์ และทหารเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในยุคนั้นเอกชนไม่มีทุนและขีดความสามารถในการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ และไม่มีวิธีที่จะหากำไรจากเครื่องรับที่ต้องนำเข้า มีราคาแพง และรายได้จากการโฆษณาก็ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะยังไม่มีใครทำ คนที่มีความรู้และงบประมาณที่จะทำได้ก็มีแต่ราชการที่ใช้งบหลวง และไม่มีกำไรให้แสวงในตลาด


เงินอุดหนุนจากรัฐคือบังคับเก็บจากสาธารณะ อังกฤษเป็นผู้วางต้นแบบของการเข้ามาดำเนินการกิจการวิทยุโทรทัศน์ในแบบบริการสาธารณะ อาศัยกำลังของรัฐในการเก็บค่าธรรมเนียมเครื่องรับที่แทบจะไม่ต่างจากระบบภาษี ในขณะที่ในอเมริกา รูปแบบเป็นการเติบโตแบบธุรกิจเนื่องจากมีเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี ประเทศต่างๆ ที่ไม่มีพื้นฐานอุตสาหกรรม จึงนำรูปแบบของอังกฤษไปใช้ ญี่ปุ่นดำเนินการโดยยึดแบบของ BBC ส่วนเยอรมันนั้น เริ่มจากรัฐเข้าควบคุมกิจการวิทยุโทรทัศน์อย่างเข้มงวด พอหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ก็ปรับรูปแบบเป็นแบบอังกฤษ ในส่วนอื่นๆ ของโลก ความรู้สึกถึงพลังอำนาจของการสื่อสารผ่านวิทยุ ทำให้ประเทศต่างๆ หลายประเทศ เริ่มดำเนินกิจการการวิทยุโดยตรงโดยรัฐโดยมี BBC เป็นแบบอย่าง หรือไม่ก็เป็นของรัฐโดยตรง

นิเวศวิทยาที่เปลี่ยนไป?
กลับมาในยุคปัจจุบัน เนื่องจากกิจการกระจายเสียงบริการสาธารณะ ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากคลังของประเทศ หรือจากการบริจาคหรือจากแหล่งสาธารณะอื่นๆ ขณะที่สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา มีการถกเถียงเรื่องรูปแบบของโทรทัศน์บริการสาธารณะ หลายเสียงกล่าวว่ากิจการบริการสาธารณะนับวันจะเสื่อมคลายลงจนถึงล้มเลิกในที่สุด แต่ก็ยังมีฝ่ายสนับสนุนที่มองว่ากิจการบริการสาธารณะยังมีโอกาสแต่ก็ต้องปรับตัว บางท่านเห็นว่ายังมีช่องทางขยายไปสู่บริการใหม่ๆ ที่เติบโตได้อีก โดยรวม ปัญหาที่กิจการบริการสาธารณะประสบอยู่ในปัจจุบันประมวลได้ดังนี้


1.     การทำกิจการวิทยุมิใช่กิจการไฮเทคอีกต่อไป แต่เป็นกิจการที่ใครพร้อมก็ทำได้ รัฐไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้ามาอุดหนุนเงินอันจะเป็นการเบียดเบียนงบประมาณ การทำกิจการโทรทัศน์ก็เช่นกัน ถูกลง มีช่องโทรทัศน์มากขึ้นมาก ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิตอลและชิปทรานสิสเตอร์ทำให้อุปกรณ์และเครื่องรับโทรทัศน์มีราคาถูกลง ในขณะที่ตลาดมีขนาดมหาศาลและมีทุนเอกชนที่พร้อมลงทุนกิจการขนาดใหญ่
2.       ปัญหาเรื่องงบสนับสนุนกิจการบริการสาธารณะ แนวโน้มทั่วโลกคืองบประมาณสนับสนุนโทรทัศน์สาธารณะฝืดเคืองขึ้นทุกที่ ค่าธรรมเนียมเครื่องรับถูกต่อต้านกลายเป็นเป็นปัญหาในการจัดเก็บ ในญี่ปุ่น คนรุ่นใหม่ก็พากันหลีกเลี่ยง เพราะสมัยนี้คนรุ่นใหม่หันไปใช้เวลากับสื่ออื่นๆ หรือฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ผ่านแพลตฟอร์มอื่นๆ ใช้เวลากับโทรทัศน์น้อยลง บางประเทศเช่นปากีสถานต้องยกเลิกระบบค่าธรรมเนียมเครื่องรับไป
3.      การมีตลาดขนาดใหญ่ มีช่องโทรทัศน์จำนวนมาก ที่ไม่ใช้ทุนมาก ทำให้เกิดช่องรายการที่มีลักษณะฟอร์แมทมากขึ้น แทนที่จะเป็นโทรทัศน์ช่องเดี่ยวสำหรับรายการทุกประเภท กลายเป็นโทรทัศน์ที่เน้นรายการเฉพาะทาง เช่น ข่าว กีฬา สัตว์โลก สารคดี แฟชั่น สุขภาพและครอบครัว เป็นต้น ในหลายประเทศจำนวนผู้ชมโทรทัศน์บริการสาธารณะได้ลดน้อยลง จนทำให้เกิดคำถามว่า รายการที่ว่ามีคุณภาพและหลากหลายที่เป็นหัวใจของโทรทัศน์บริการสาธารณะยังมีความจำเป็นอยู่หรือ?
4.       พัฒนาการของเทคโนโลยี นำไปสู่การรับส่งโทรทัศน์ได้ในหลายช่องทาง จากเดิมแพร่ภาพโดยส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ ปัจจุบันโทรทัศน์สามารถส่งทางสายทั้งสายทองแดง สายไฟเบอร์ สามารถส่งออกอากาศผ่านทางดาวเทียม และส่งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ท ช่องทางเหล่านี้กลายเป็นทางเลือกชมโทรทัศน์ของผู้ชม โดยเฉพาะผู้ชมวัยรุ่นที่สนใจกิจกรรมผ่านช่องทางสื่อสารใหม่ๆ เช่นอินเทอร์เน็ต หรือ Social Media  ทำให้โทรทัศน์วันนี้สามารถชมร่วมกับทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ การกระจายผู้ชมออกไปหลายช่องทาง ทำให้เหตุผลที่สังคมต้องมีโทรทัศน์สาธารณะเป็นการเฉพาะดูอ่อนลง ผู้ผลิตสามารถผลิตรายการเป็นคลิบวีดีโอเช่นกรณีของ จอห์น วิญญู เป็นต้น หรือผู้ผลิตทำช่องรายการที่สนองกลุ่มผู้ชมเฉพาะเป็น Niche ก็ได้ คำถามเรื่องความจำเป็นของกิจการบริการสาธารณะที่ต้องใช้เงินหลวงในการอุดหนุนหรือต้องเก็บค่าธรรมเนียมเครื่องรับจึงกลายเป็นปัญหาในหลายประเทศ
5.      การเติบโตของบริการออนไลน์และอุปกรณ์เคลื่อนที่ขนาดเล็กเช่นโทรศัพท์มือถือและแทบเล็ท ทำให้งบโฆษณาและการทำ CSR ย้ายจากโทรทัศน์ไปสู่สื่อออนไลน์อื่นๆ กระทบถึงรายได้จากสปอนเซ่อร์และโฆษณาหรือรายได้บริจาคของกิจการบริการสาธารณะ
6.       ความเป็นกลางที่ดำรงไว้ได้ยากเป็นอีกประการหนึ่ง ในทางอุดมคติคำว่าความเป็นกลางเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุและให้เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากไม่มีมาตรวัดที่เป็นภาวะวิสัย กลางของสถานีอาจต่างจากกลางของฝ่ายการเมืองฝ่ายต่างๆ กิจการบริการสาธารณะจึงถูกกล่าวหาเสมอ และมักถูกแทรกแซงจากการเมืองอยู่ดี ในทางตรงกันข้าม กิจการบริการสาธารณะที่พยายามจะวางตัวเป็นกลาง ก็อาจล้ำเส้นเข้าไปแทรกแซงในเรื่องการเมืองเสียเองก็มีได้เช่นกัน ในยุคที่การสื่อสารมีความหลากหลาย ประชาชนเข้าถึงสื่อได้แบบไม่เคยปรากฏมาก่อน คำถามถึงความจำเป็นในการคงอยู่ของกิจการบริการสาธารณะที่ต้องใช้เงินสังคมในการอุดหนุนจึงถูกทักท้วงมากขึ้นในหลายประเทศ

โอกาสของกิจการบริการสาธารณะ
การเกิดของกิจการกระจายเสียงบริการสาธารณะของไทย ถ้านับจากการเกิดของ TPBS ต้องบอกว่าช้าไปมาก จนมองได้ว่าอาจเป็นช่วงอัสดงของกิจการบริการสาธารณะก็ได้ คือ TPBS เกิดหลังจาก BBC ที่หลายคนมองว่าเป็นต้นแบบถึง 84 ปี (1927 - 2008) และเกิดในขณะที่กิจการของ BBC และกระจายเสียงบริการสาธารณะพากันมีปัญหา ในระดับโลกมีการถกกันถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของบริการในลักษณะนี้ ยิ่งในยุคที่สื่อถือว่าสื่อต้องเลือกข้าง ต้องอยู่กับความถูกต้อง ต้องชี้นำสังคม คำถามที่เลี่ยงไม่ได้ว่าการเลือกข้างและกำหนดความถูกต้องด้วยตัวเองแล้วใช้เงินจากสาธารณะได้อย่างไร ทำไมต้องใช้เงินหลวงมาชี้นำสังคมตามใจคนทำสื่อ 

ดังได้กล่าวไปแล้วถึงปัญหาของกิจการบริการสาธารณะ แต่ใช่ว่าปัญหาของกิจการบริการสาธารณะจะไม่มีทางออก และไม่มีโอกาสดีๆ รออยู่ข้างหน้าเลย โอกาสของกิจการบริการสาธารณะโดยเฉพาะกิจการโทรทัศน์ก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งพอยกมาได้ดังนี้
  1. เพิ่มช่อง เปิดโอกาสให้ทีวีบริการสาธารณะสามารถเพิ่มช่องเพื่อมีส่วนแบ่งผู้ชมได้มากขึ้น และยังเปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงหรือครอบคลุมกลุ่มผู้ชมเป้าหมายได้มากขึ้น การแข่งขันที่ดีขึ้นจะเป็นความชอบธรรมของการดำรงอยู่ด้วยเงินของสังคม
  2. การปรับตัวให้สามารถรับมือกับการแข่งขันได้โดยเฉพาะในเวลาไพร์มไทม์ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร อาจจำเป็นต้องเลียนแบบคู่แข่งขันฟากทีวีธุรกิจบ้าง แต่ก็น่าจะทำได้ถ้าไม่บิดเบือนวัตถุประสงค์ของความเป็นทีวีสาธารณะ หลายท่านอาจกระอักกระอ่วนใจ แต่ในโลกของความเป็นจริง ทีวีสาธารณะในหลายประเทศก็ดำเนินการเช่นนี้
  3. กิจการบริการสาธารณะอาจต้องเข้าสู่ระบบหารายได้จากสมาชิก ส่วนรูปแบบนั้นอาจต้องปรับให้เหมาะสมกับการดำเนินงานของแต่ละแห่ง ซึ่งอาจเป็นได้ตั้งแต่การร่วมกับเคเบิลทีวี การเช่าช่องสัญญาณรับสมาชิกโดยตัวเองแบบ Ala Carte หรือร่วมกับ IPTV เป็นต้น
  4. เผยแพร่ในหลายช่องทางเช่น อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม เคเบิล เป็นไปเช่นเดียวกับข้อ 3 ข้างต้น แต่วัตถุประสงค์อยู่ที่การขยายฐานการรับชมในยุคที่ผู้ชมกระจัดกระจายไปตามช่องทางต่างๆ เพราะเทคโนโลยี   
  5. ซื้อขายรายการ แทนที่จะนำเงินอุดหนุนจากรัฐไปซื้อโปรแกรมธรรมดาๆ จากต่างประเทศที่ทีวีพานิชก็สามารถทำได้ กิจการบริการสาธารณะอาจต้องคิดในเรื่องการผลิตรายการที่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศหรือผู้ประกอบการภายในประเทศอื่นๆได้ด้วย อาจขยายตัวในธุรกิจซื้อขายบริการ
  6. หารายได้จากบริการอื่นๆ เช่นระบบโครงข่าย สถานี TPBS เป็นสถานีที่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง สามารถเข้าแข่งขันในตลาดโครงข่ายที่ทำหน้าที่รวบรวมช่องรายการและส่งสัญญาณร่วมกันไปได้ สำหรับสถานีที่จะเข้าตลาดใหม่ อาจไม่มีขีดความสามารถนี้ ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมในทรัพยากรของตนเอง แต่ถ้าเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่มีอยู่เดิม เช่นกรมประชาสัมพันธ์ ทางเลือกนี้ก็เป็นไปได้และ กสทช. ก็ออกแบบระบบโทรทัศน์ไทยให้รองรับอยู่แล้ว

 ปัจจัยที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของกิจการกระจายเสียงสาธารณะ
สำหรับอนาคตของกิจการบริการสาธารณะของประเทศ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาปัจจัยใหญ่สี่ประการที่น่าจะส่งผลต่อการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของกิจการบริการสาธารณะ
  1. ระดับของการสนับสนุนจากภาคการเมือง ปัจจัยนี้มีความสำคัญ การเกิดของ TPBS ที่เป็นทีวีสาธารณะต้นแบบในยุคนี้ เกิดจากการใช้อำนาจที่สืบเนื่องมาจากการยึดอำนาจ และทำลายผู้ถือหุ่นที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั่นเป็นแรงสนับสนุนที่ใช้การยึดอำนาจเอา แต่ในยุคของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ความชอบธรรมในการทำหน้าที่และการได้รับการสนับสนุนจะมีความสำคัญต่อไป สำหรับรายใหม่ๆ ที่จะเกิดมา ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ องค์การมหาชนไม่แสวงกำไรหรือสถาบันการศึกษา การสนับสนุนจากภาคการเมือง (โดยไม่เข้ามาแทรกแซง) มีความสำคัญ
  2. มีฐานรายได้ที่เพียงพอและมั่นคง สำหรับ TPBS ที่มีรายได้จากการจัดเก็บส่วนของภาษีสุราและบุหรี่ เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าปีละ 2000 ล้านบาทนั้น เป็นเงินจำนวนมากที่มากกว่ากรมประชาสัมพันธ์ของรัฐเสียอีก ต้องถือว่าเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง แต่สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มาก การทำทีวีใช้งบประมาณที่ต้องเตรียมการไว้ให้ดี การจะอยู่รอดได้ต้องพึ่งเงินรายได้ที่เพียงพอ
  3. การได้รับสนับสนุนและการรับชมจากสาธารณะชน การมีผู้ชมสนับสนุนและติดตามรับชม เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง หากสถานีบริการสาธารณะไม่มีผู้ชม ความชอบธรรมในการคงอยู่ก็จะหมดไป ดังนั้นฝ่ายบริหารและฝ่ายรายการต้องไม่ลืมปัจจัยสำคัญนี้และต้องรักษาให้ดี
  4. การปรับตัวของสถานี ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของสื่อมีการปรับตัวที่สอดรับกับการพัฒนาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาสั้นๆ ระบบการรับส่งโทรทัศน์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก การหลอมรวมสื่อทำให้พฤติกรรมการรับชมโทรทัศน์เปลี่ยนไป ดังนั้นการปรับตัวให้อยู่ได้โดยสอดคล้องกับสถานการณ์โดยยังไม่ทิ้งพันธกิจของการบริการสาธารณะ จึงสำคัญยิ่งยวด
อีกไม่นานจากนี้ เมื่อ กสทช. อนุญาตให้มีการดำเนินการกิจการโทรทัศน์ดิจิตอลประเภทบริการสาธารณะ เราคงจะเห็นช่องโทรทัศน์เกิดขึ้นใหม่อีก 12 ช่อง ในจำนวนนี้นอกจากกิจการบริการสาธารณะที่เป็นของรัฐหรือดำเนินการโดยรัฐแล้ว ยังจะมีโทรทัศน์บริการสาธารณะจากภาคส่วนไม่แสวงกำไรอยู่ด้วย รวมถึงกิจการบริการสาธารณะของ TPBS ที่ยังคงมีอยู่ วันนั้นภาพของกิจการภาคบริการสาธารณะของประเทศไทย ก็จะชัดเจนขึ้น




พนา ทองมีอาคม
4-6-2556 




วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โฆษณาไม่จริงก็ใช่จะผิดเสมอไป


ขณะที่นักกิจกรรมสื่อและนักวิชาการจำนวนมาก เรียกร้องให้องค์กรกำกับดูแลเรื่องโฆษณาจัดการกับโฆษณาที่เป็นการโกหก หลอกลวง หรือสำแดงเท็จ กลับมีโฆษณาอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้พูดความจริงหรือพูดเกินจริง แต่กลับไม่ผิดกฎหมาย และยังเผยแพร่ให้เห็นทางสื่อต่างๆ อยู่ตลอดเวลา .. ถูกแล้ว มีโฆษณาจำนวนมากที่ไม่ถือว่าผิดกฎหมายทั้งๆ ที่เนื้อหานั้นไม่เป็นจริง


video
คงจำได้ถึงโฆษณาโอ้อวดตัวเองกันได้ นี่คือโฆษณาประเภทหนึ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย คำว่าโอ้อวดนี้น่าจะตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Puffery เหตุผลที่โฆษณาเหล่านี้ไม่ถือว่าผิดกฎหมายก็เพราะคำพูดและภาษาที่ใช้ แม้ไม่จริงแต่ก็ไม่ถือว่าโกหก เช่น โค๊กเพิ่มรสชาดให้อาหาร เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ คือพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริง แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเท็จ .. หลักกฎหมายทั่วไป การจะลงโทษใครว่าทำผิดก็ต้องพิสูจน์ได้ว่าที่เขาทำไปนั้นผิด ถ้าพิสูจน์ไม่ได้จะถือเอาเองว่าเขาผิดไม่ได้ ดังนั้นโฆษณาชนิดนี้จึงถือว่าไม่ได้ทำผิด ซึ่งต่างจากคำพูดประเภทที่พิสูจน์ได้ว่าผิด เช่นโฆษณาว่า "ชนะเลิศจากการประกวด" แต่ความจริงไม่เคยประกวดได้ชนะเลิศ หรือ "ปลั๊กประหยัดไฟฟ้า จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กระแสไฟฟ้าของคุณ คุณจะจ่ายค่าไฟฟ้าน้อยลงถึง 40%" แต่จริงๆแล้วไม่ได้ประหยัดไฟจริง อย่างนี้เป็นต้น มีตัวอย่างโฆษณา ที่เป็นการโอ้อวดแต่ไม่เป็นจริงชนิดนี้อีกมากมาย “เบียร์สิงห์ ยอดเบียร์ไทย สัญลักษณ์ที่ชาวไทยไม่รู้ลืม” หรือใช้ในทางลบเป็นตรงข้าม เช่น “ให้เหล้า เท่ากับแช่ง” ฯลฯ

เทคนิคโฆษณาอีกประเภทที่ไม่จริงแต่ก็ไม่ผิด คือพวกใช้ภาษาที่เหนือจริง (Hyperbole) โฆษณาที่เข้าข่ายนี้คือโฆษณาที่ใช้เทคนิคภาษาที่เกินจริงไปมาก มากจนคนทั่วไปไม่มีใครเชื่อ การใช้ภาษาหรือการแสดงออกที่หวือหวาเกินจริงมักทำเพื่อเรียกความสนใจจากผู้พบเห็น หรือเป็นการแทรกความบันเทิงเพื่อเอาใจผู้ชมในด้านบันเทิงหรือสร้างอารมณ์ดี โฆษณาเหล่านี้ แม้ไม่เป็นความจริงแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ด้วยรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ เช่น ภาพเครื่องบินบนถนนในเมือง 

เทคนิคการใช้คำเปรียบเปรยหรือเปรียบเทียบ ก็เป็นอีกวิธีที่นักโฆษณาใช้ บ่อยครั้งที่ใช้ถ้อยคำอย่างหนึ่ง เพื่อไปสร้างความหมายอีกอย่างในใจของผู้ชม ทั้งๆ ที่ภาษาที่ใช้ในความหมายตรงตัวแล้วอาจไม่จริงก็ได้

โฆษณาอีกประเภท เป็นโฆษณาที่ใช้คำพูดที่เป็นอัตตวิสัย (Subjective)  หรือเรียกว่าเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็นแบบของใครของมัน โฆษณาเช่นนี้มักใช้ตัวแสดงๆ ออกถึงความรู้สึก อารมณ์ หรือคำพูดที่เป็นความรู้สึกส่วนตัว มีการใช้ดาราหรือนักกีฬาที่เป็นที่โปรดปรานของผู้ชมมาเป็นผู้นำเสนอ โฆษณาชนิดนี้ได้ผลดีในการโน้มน้าวผู้ชม บางครั้งก็แสดงโดยการสร้างภาพแบบช่วงนึงในชีวิตจริง (Slice of Life) โฆษณาชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงเพราะเป็นความเห็นของคน ใครๆ ก็มีความเห็นได้ เช่น "พระคุณครูไม่มีวันเกษียน" "อร่อยดี มีประโยชน์" และโฆษณาอื่นๆ ที่เป็นการตัดตอนของเรื่องจินตนาการขึ้นก็เข้าข่ายนี้ได้เช่นกัน


แต่ก็พึงระวังเช่นกัน เพราะความเห็นบางความเห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีพิษมีภัยถ้าผู้รับ รับโดยไม่คัดกรอง และก็อาจนำไปเป็นข้อพิพาทได้

โฆษณา เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเช่นการสื่อสารอื่นๆ คนจำนวนมากชอบโฆษณาดีๆ ดังจะเห็นได้จากใน  YouTube  ที่คนจำนวนมากสมัครใจกดเข้าไปดูด้วยตัวเอง แต่ในทางตรงข้ามคนที่มีอคติกับโฆษณาก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่มองว่าโฆษณาเป็นการแสวงประโยชน์ทางการค้าแต่ฝ่ายเดียว


ดังกล่าวแล้วว่าโฆษณาเป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ถ้ามองด้วยใจเป็นธรรม จะเห็นว่าโฆษณาก็ไม่ได้ต่างจากการสื่อสารของมนุษย์ทั่วๆไป คือพยายามสร้างความหมายในใจของอีกฝ่ายเพื่อจะติดต่อสื่อสารด้วย รวมถึงพยายามจะโน้มน้าวหรือมีอิทธิพลต่อกัน 

ในฐานะผลผลิตทางสังคม โฆษณาไม่ได้ดีและหรือไม่ดีแตกต่างไปจากบรรทัดฐานที่สังคมเป็น การสื่อสารที่ไม่จริงหรือเกินจริงของโฆษณาดังที่เขียนไปแล้วข้างต้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการพูดคุยสื่อสารประจำวันอื่นๆ ของคนเรา "ตายแล้วไปสวรรค์" "สวยจนเห็นแล้วเลือดกำเดาทะลัก" "รักคุณเท่าฟ้า" "ฝีมือระดับเทพ" เป็นต้น

ภาษาเพื่อการสื่อสาร เป็นวัฒนธรรมที่มีการตกแต่งดีแล้ว ในชีวิตจริง เราคงไม่อยากให้ลูกหลานเชื่อทุกคำพูดที่ได้ยิน ทำตามสิ่งที่มีคนแนะนำทุกถ้อยคำ และเราก็รู้ว่าจะทำให้ทุกคนในสังคมพูดตรงจริงจังเป็นเครื่องจักรไม่ได้

มนุษย์มีความเห็น มีสำนวนโวหาร มีความงดงามในการใช้ภาษา มีอุปมาอุปไมย เน้นสีสัน กระตุ้นเร้าตลอดถึงขบขันบันเทิง แต่ขณะเดียวกัน การดำรงชีวิตในสังคม ควรต้องรู้ว่าตนกำลังสนทนากับใคร เขาหมายความว่าอย่างไร มีประสงค์อะไร และเราควรตอบสนองอย่างไร นี่เป็นทักษะพื้นฐานที่การจะใช้ชีวิตในสังคมต้องมี

ไม่ต่างจากการพูดคุยกับคน หรือรับฟังรับชมวิทยุโทรทัศน์ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ ที่ผู้อ่าน ผู้ชม ผู้ฟัง ต้องรู้เท่าทัน . . .โฆษณาก็เป็นเช่นเดียวกัน ก็ต้องรู้เท่าทันเช่นกัน


video



พนา ทองมีอาคม
3-6-56